Storytelling ที่ดี ต้องมีจุดโฟกัส

สัญชาตญาณของคนเราเกิดจากการรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว หรือเรียกว่าเป็นการใช้ประสาทสัมผัสรับ รูป รส กลิ่น เสียง แล้วแปรผลทันที (มีชื่ออย่างเป็นทางการว่าความจำอาศัยความรู้สึกสัมผัส หรือ sensory memory)
การตอบสนองโดยสัญชาตญาณแบบนี้ทำงานตลอดเวลาในชีวิตประจำวันครับ เช่นได้กลิ่นเหม็นแล้วปิดจมูก เห็นสีไฟแดงแล้วเหยียบเบรค การพรีเซนต์ข้อมูลจะสำเร็จได้ เราก็สามารถใช้ความรู้เกี่ยวกับการตอบสนองโดยสัญชาตญานมาดึงความสนใจผู้ฟังได้เหมือนกัน

ลองดูตัวอย่างนะครับ ถ้าให้นับว่ามีเลข 4 อยู่กี่ตัว เราต้องกวาดสายตาไปทีละแถวแล้วนับเลข 4 ไว้ในใจ

แต่ถ้าเราสลับสีพื้นของเลข 4

หรือลดขนาดตัวเลขอื่น แล้วเพิ่มขนาดเลข 4

ไม่งั้นก็ลดความเข้มสีให้ตัวเลขอื่น แล้วเปลี่ยนสีเลข 4 ทุกตัว

ทุกเทคนิคที่ว่ามานี่ทำได้ง่ายมาก และช่วย “เน้น” ข้อมูลที่เราอยากโชว์ มันคือการสร้างจุดสนใจด้วยการเล่นกับคุณสมบัติของข้อมูล เช่น ความเข้มของสี ขนาดของรูปร่าง หรือความขัดแย้งอื่นๆ (เช่นพื้นหลังสีต่างกัน) เป็นต้น (นักสร้างภาพ เรียกเทคนิคนี้ว่าการใช้ preattentive attribute หรือ preattentive visual properties)

พี่น้องครับ สิ่งนี้คือสุดยอดอาวุธลับในการนำเสนองานเลย!
เรามาดูกันว่ามันช่วยอะไรเราได้บ้าง

สมมติว่ามีการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับประสบการณ์การเรียนของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งและได้ผลตามกราฟด้านล่างนี้

กราฟที่ 1

กราฟมันออกมาเทาๆ ไม่มีลักษณะอะไรดึงความสนใจเลย ผู้ชมก็ต้องใช้เวลาพิจารณาดูข้อมูลเอง ไม่ต่างกับการวางตัวเลขมากมายแล้วถามว่าเลข 4 มีกี่ตัวเลย

ทีนี้ถ้าเราอยากเน้นว่าคุณสมบัติสำคัญที่ผู้เรียนมองหาในตัวผู้สอน คือเป็นคนใจดี ช่วยเหลือและเป็นคนสบายๆ ก็จะได้กราฟหน้าตาประมาณนี้ครับ

กราฟที่ 2

ฟังแบบนี้ คนเป็นครูอาจารย์อาจจะบอกว่า เฮ้ย จะง่ายๆ สบายๆ มันจะดีเหรอ? เราควรเน้นการเรียนการสอนดีกว่าไหม? ซึ่งเราก็สามารถชวนเขาคุยต่อได้ครับ

กราฟที่ 3

คือเป็นการบอกว่าทั้ง 8 เรื่องที่เด็กให้ความเห็นมานั้น มีอยู่สองเรื่องที่เกี่ยวกับการออกแบบหลักสูตร ซึ่งทำให้เราชวนคุยต่อได้ว่าการให้การบ้านเด็ก และให้ตัวอย่างโจทย์ มันเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ทำได้ ไม่ได้ยากเหมือนเรื่องอื่นๆ ซึ่งออกจะเป็นเรื่องนามธรรม เรื่องบุคลิกส่วนตัว

จากกราฟ 3 รูปนี้ ถ้าเราใช้ในการพรีเซนต์ ก็สามารถจะแยกเป็น 3 สไลด์ได้ เริ่มด้วยการพูดกว้างๆ เกี่ยวกับการสำรวจความคิดเห็นของผู้เรียน (กราฟสีเทา) ลองโยนคำถามให้กับผู้ฟังช่วยกันคิดว่าทั้ง 8 หัวข้อนี้ มีข้อไหนคล้ายกันบ้าง แล้วโชว์สไลด์ที่ 2 (เรื่องบุคลิกส่วนตัวของครูที่เด็กนิยม)

ทีนี้ลองถามต่อว่ามีข้อไหนเราเปลี่ยนได้เร็วหรือช้า แล้วเราจะลงไปถึงเรื่องความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกแบบการเรียนการสอนเป็นหลัก เพื่อชี้ให้เห็นว่าอาจารย์ทุกคนสามารถสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดีให้กับผู้เรียนได้ด้วยการให้ตัวอย่างเพิ่มเติม หรืองานทบทวนความรู้

ที่ยกตัวอย่างมาเป็นการเชิญชวนให้เปลี่ยนแปลง เป็น Call to action ในองค์กร เรื่องราวก็เลยออกมาประมาณนี้ครับ

สรุปนะครับ สิ่งที่สำคัญเหนืออื่นใดก็คือ

  • ทำความเข้าใจกับข้อมูล
  • วางโครงเรื่องในการนำเสนอ
  • เลือกใช้คุณสมบัติข้อมูลให้เหมาะสมกับเรื่องราว

ทั้งสามขั้นตอนนี้ก็เพื่อจูงมือผู้ฟังให้ไปถึงบทสรุปที่เราวางไว้นั้นเองครับ

หมายเหตุ

เทคนิค Preattentive attribute คือการดึงความสนใจผู้ชมไปยังข้อมูลบางส่วน นั่นแปลว่าข้อมูลส่วนอื่นจะถูกลดทอนความสนใจลงไป มันเป็นเทคนิคสำหรับการ “เล่าเรื่อง” (storytelling) โดยเฉพาะนะครับ ไม่ได้ใช้ในเชิงสำรวจ (exploratory) และที่สำคัญ มันไม่ใช่การโกหกหรือแอบซ่อนข้อมูลที่มีอยู่ จะเห็นว่าผมไม่ได้ลดขนาดความยาวของแท่งกราฟ ไม่ได้แอบเอาแท่งกราฟเรื่องอื่นที่ยาวกว่าออกไปอย่างตั้งใจ พฤติกรรมแบบนี้ไม่ใช่การใช้ Preattentive attribute แต่เป็นการจงใจซ่อนประเด็นหรือสาระสำคัญ หรือพูดง่ายๆ มันคือการหมกเม็ดข้อมูลนั่นเอง

อ้างอิง

บทความนี้อ้างอิงจากบทที่ 4 focus your audience’s attention ของหนังสือ storytelling with data (ISBN 978-1119002253)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *